• Poster01.jpg
  • Poster02.jpg
Admin0
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
ขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา
 
time manage
 
           
         ครั้งหนึ่งเล่าปี่ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนให้เป็นมหาเศรษฐีแห่งดินแดน  ขงเบ้งว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
เล่าปี่กล่าวว่า “ ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการแต่ทว่าข้าฯมีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียนศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย “
ขงเบ้งบอกลูกน้องให้ไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่งพร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ
เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจ “ ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร ”
ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับตอบด้วยคำถามว่า “ท่านบริหารเวลาด้วยวิธีใด”
เล่าปี่ตอบว่า “ ข้าฯเคยคิดว่าข้าฯมีเทคนิคที่ดีอยู่แล้วคือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯมีผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีนุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯคิดว่าข้าฯ คือ แมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงานกลับกลายเป็นว่า ปัจจุบันมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง”
ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า “ เทคนิคการบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็นสูง กลาง และต่ำ สามขั้น  ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก  ขั้นกลางเน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน ส่วนขั้นสูงเน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว  ทั้งสามขั้นต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น ”
เล่าปี่สารภาพว่า “ หากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯ ยอมรับว่าวิธีของข้าฯอยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่สลิปบันทึก”
ขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมไว้มุมห้องพร้อมกล่าวว่า “ คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี่แหละ!  ความจุของถังใบนี้ เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน  ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน  เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน ”     ขงเบ้งอธิบายพลางวาดผังประกอบคำอธิบายดังตารางประกอบด้านล่างนี้
             เร่งด่วน             ไม่เร่งด่วน
สำคัญ ก. งานประเภทก้อนกรวด

  • วิกฤติการณ์
  • ปัญหาประชิดตัว
  • งานที่มีเวลากำหนดแน่นอน
ข. งานประเภทก้อนหิน

  • โครงการใหม่/การริเริ่มใหม่
  • กฎระเบียบ
  • การปฏิรูปประสิทธิภาพการผลิต
  • การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน
  • มาตรการการป้องปราม
ไม่สำคัญ ค. งานประเภทเม็ดทราย

  • รับรองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
  • จัดการกับจดหมาย เอกสารโทรศัพท์ทั่วไป
  • เข้าประชุมและกิจกรรมทั่วไปที่ไม่สำคัญ
ง. งานประเภทน้ำ

  • งานจุกจิกทั่วไปที่ทำหรือไม่ทำก็ได้
  • งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
  • กิจกรรมที่น่าสนใจทั่วไป
“ ปกติท่านเน้นงานประเภทใด ”  ขงเบ้งถาม
“ ก็ต้องเป็นประเภท ก.  ”  เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล
“ แล้วงานประเภท ข. ล่ะ ”   ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่า “ ข้าฯ ตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ไม่มีเวลาพอที่จะสนใจมัน”
“ เป็นอย่างนี้ใช่ไหม ”  ขงเบ้งถามพลางใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายาม
ใส่ก้อนหินตามซึ่งใส่ไม่ได้  เล่าปี่ตอบว่า “ ใช่ “
“ และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ ”   ขงเบ้งถามต่อพลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่า  “ ตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่ลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม? ”   ซึ่งเล่าปี่ตอบว่า “ ใช่ “
“ จริงหรือ ? ”  ขงเบ้งถามแล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถังแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด  “ บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่? ” ขงเบ้งพูดพลางเทเม็ดทรายลงไปจนหมด  “ แล้วทีนี้ล่ะ ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม ? ”  ขงเบ้งถามต่อ แต่ก่อนที่เล่าปี่มีโอกาสตอบ ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมด  “ ตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้หรือยัง ? ” เล่าปี่ตอบว่า “ เข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภทและเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม ? ”
ขงเบ้งตอบว่า “ ใช่แล้ว  การทดลองชี้ให้เห็นว่าหากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มด้วยก้อนกรวด ทราย  และน้ำ  ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้  แต่ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อน  ในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆเข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทรายและน้ำ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก ”
เล่าปี่ยังถามว่า “ แล้วการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องต่างๆออกเป็นสี่หมวดนี้มีผลอย่างไร ”
ขงเบ้งตอบว่า “ บุคคลจำพวกที่ว้าวุ่นอยู่กับเรื่องราวประเภทก้อนกรวดย่อมมีความรู้สึกถูกเวลากดดันและวนเวียนอยู่ในแดนวิกฤตจนอ่อนล้า  พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์  ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน  พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบแม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง ”
เล่าปี่ถามว่า “เป็นไปได้ไหมที่ว่าถ้าเน้นก้อนหินมากเกินไปจะมองข้ามก้อนกรวด เพราะก้อนกรวดมากับความเร่งด่วน ? “
“ ท่านทราบไหมว่าก้อนกรวดมาจากไหน? ก็มาจากก้อนหินที่แตกสลายไง ” ขงเบ้งตอบ “ คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหินจะมีก้อนกรวดน้อย  คนที่เน้นก้อนกรวดก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด “  ขงเบ้งสอนต่อไปว่า  “ คนที่อิงเรื่องประเภทก้อนหินเป็นคนมีประสิทธิภาพ เพราะเขาจะเก่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลาและสิ่งแวดล้อม  สามารถจับประเด็นหลักของปัญหา สามารถจัดการกับเรื่องเร่งด่วนและควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกินกว่าเหตุ  กล้าฟันธงและใช้มาตรการป้องปราม  บุคคลจำพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์  มีอุดมการณ์ เคารพ ระเบียบ สามารถควบคุมตัวเอง  ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย และสามารถทำงานชิ้นใหญ่ได้ ”
เล่าปี่ชื่นชอบทฤษฎี “ วัตถุในถัง “ ของขงเบ้งเป็นอย่างมากพร้อมกับสารภาพว่า “ มาวันนี้ข้าฯเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าการต่อสู้ของข้าฯทำไมจึงยังลุ่มๆดอนๆ  เพราะแม้ว่าข้ามีขุนพลเก่งๆเช่นกวนอูและเตียวหุย  แต่พวกเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไรตราบใดที่คนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพวกเขาจมปลักอยู่กับเรื่องจิ๊บจ๊อย  กับทำงานลักษณะ“ เก็บเม็ดงาแต่ทิ้งแตงโม “ (เจี่ยนเลอจือหมา ติวเลอซีกวา)  ขืนดำเนินตามวิธีนี้ต่อไป ความพยายามของข้าฯที่จะเป็นอภิมหาเศรษฐีนัมเบอร์วันในแผ่นดินก็คงเป็นได้แค่ความฝัน ! ”
 
 
5 หลักปฏิบัติสู่การมีสุขภาพที่ดี
 
goog health
 
      หากจะกล่าวว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิตเห็นจะไม่ผิดนัก เพราะคงไม่มีแก้วแหวนเงินทองใดๆ ที่จะสามารถแลกกับสุขภาพของเราได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” จะมีประโยชน์อะไร หากมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ไปท่องเที่ยวไหนก็ไม่ได้เพราะร่างกายไม่แข็งแรง กินอะไรตามใจก็ไม่ได้เพราะคุณหมอสั่งห้าม ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ด้วย 5 หลักปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ แต่ใครที่ไม่มีเวลา (จริงๆ) ก็หาโอกาสยืดเส้นยืดสายบ้าง เช่น เดินขึ้นบันไดหากไม่สูงมากนัก ปัดกวาด เช็ดถูทำความสะอาด เดินเร็วๆ ไปซื้อของเอง เป็นต้น เพราะแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว
2.รักษาจิตใจให้สงบผ่องใส ด้วยการมองโลกในแง่ดี รู้จักปล่อยวาง ฝึกยิ้มบ่อยๆ โกรธให้น้อยลง หาเวลาทำสมาธิ หรือฝึกดูลมหายใจเข้าออก เพียงง่ายๆ แค่นี้ ก็ช่วยพัฒนาจิตใจให้เป็นคนสุขุมเยือกเย็น ไม่เร่าร้อน ขุ่นเคือง ผิวพรรณผ่องใส มีสิตปัญญาดี และมีคนรักเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
3.ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากการออกกำลังกายและรักษาจิตใจให้สงบผ่องใสแล้ว การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะตรวจพบอาการที่ไม่พึงประสงค์ แต่หากเจอในระยะแรกเริ่ม โอกาสรักษาหายก็มีมากกว่าการปล่อยให้อาการเจ็บป่วยลุกลามบานปลาย
4.ใส่ใจโภชนาการและการบริโภค เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล ง่ายๆ อย่างอาหาร 5 หมู่ ที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ (หรือโปรตีนจากถั่ว) ข้าว ผัก ผลไม้ และไขมันที่ประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ที่สำคัญคืออาหารที่รับประทานจะต้องสด สะอาด และปราศจากสารปนเปื้อน
5.อยู่กับธรรมชาติ การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองคนต้องพบเจอกับมลภาวะและปัญหาต่างๆ มากมายที่ส่งผลทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ดังนั้น เราควรหาเวลา มาอยู่กับธรรมชาติบ้าง เช่น มาเดินเล่นตามสวนสาธารณะ ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ร่วมกับเพื่อนๆ หรือองค์กรต่างๆ อย่างการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าชายเลน เก็บขยะบริเวณชายทะเล ก็เป็นการท่องเที่ยว พักผ่อน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
 
 
 
 
เรียนอย่างไรให้สนุก
 
learn
 
มีวิธีเรียนให้สนุกอยู่หลายวิธีค่ะ ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนว่าจะรู้สึกสนุกกับวิธีแบบไหน วันนี้ขอแนะนำวิธีลองไปปรับใช้ดูนะคะ
          1.ทลาย ตัวปิดกั้นสติ ปัญญา คือ  ขจัดอาการเครียด ท้อแท้ คาดหวัง กับวิชาเรียน คาดหวังกับเกรด ด้วยการ  ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารดีๆ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายมากๆ (เสมือนการดีท็อกซ์จิตใจหน่ะค่ะ) ดูหนัง ฟังเพลง  ทำแต่พอประมาณ
          2.เมื่อรู้สึกว่า ปลอดโปร่ง สดชื่น โล่งสบายทั้งกายและใจ แล้ว ก็เริ่มตั้งสติ  ทบทวนตัวเองดูว่า เราเป็นผู้ที่สามารถควบคุมตัวเอง ให้มีสติ ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าน้อยก็ฝึกให้มากขึ้น วิธีฝึกสติ ก็มีมากมาย (สติ คือ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกระทั่งไม่เกิดความสงสัยในสิ่งนั้นแล้ว)
          3.เมื่อรู้จักควบคุมสติแล้ว  ให้ตั้งใจในเวลาเรียน ตั้งใจฟังอาจารย์  เมื่อสงสัยก็ให้ถาม อย่าเก็บความสงสัยไว้ เพราะจะทำให้สะสม หมักหมม และกลายเป็นมลภาวะทางจิต และปัญญา และเกิดอาการเซ็ง เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ขึ้นมาอีก
         4.แบ่งเวลาให้ชัดเจน ว่าแต่ละวันจะทำอะไร ในส่วนที่เหมาะสมกับสถานภาพปัจจุบันของตัวเอง เช่น อยู่ในวัยเรียน ก็ต้องให้เวลากับการเรียน การทบทวน การค้นคว้า มากกว่าการ กิน เล่น เที่ยว คุยโทรศัพท์
         5.กำหนดเป้าหมาย รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี  และเป้าหมายสูงสุดในชีวิต แล้วค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย วันไหนทำสำเร็จตามเป้าหมายก็ให้กำลังใจตัวเอง ว่า "ไชโย! ชนะตัวเองแล้ว"
วิธีสร้างพลังแห่งการเรียน
        การเรียนควรเริ่มต้นจากการสำรวจว่า   ตนเองชอบเรียนอะไร  เก่งวิชาไหน  อ่อนวิชาไหน  เมื่อรู้จุดอ่อนของตัวเองแล้วก็ค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไข  การเรียนโดยไม่อ่านหนังสือเรียนก็เปรียบเสมือนการว่ายนำโดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน  การอบอุ่นร่างกายก่อนลงน้ำจะทำให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของน้ำได้  เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือเรียนก่อนเข้าเรียน  จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาและส่วนสำคัญของบทเรียนได้เร็วขึ้น
        การเรียนควรเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเรียนให้ลึกซึ้ง เราต้องอ่านหนังสือเรียนก่อนจึงจะรู้ว่าควรทบทวนเรื่องอะไร  และทำให้รู้แนวข้อสอบ  แต่มีนักเรียนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับการตอบคำถูกเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าคำถามนั้น ๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร  ดังนั้นหากวิเคราะห์เนื้อหาในหนังสือเรียน  ลองตั้งคำถามหรือเก็งข้อสอบแล้วตอบคำถามด้วยตนเอง จะช่วยให้การเตรียมตัวสอบได้ผลดี
 
ที่มา : เว็บไซต์ สสส สำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
 
Page 1 of 4
Top
We use cookies to improve our website. By continuing to use this website, you are giving consent to cookies being used. More details…